แหล่งที่ท่านสามารถเรียนรู้เรื่องของภาวะผู้นำ และการเป็นหัวหน้างานที่ดี ที่ท่านอาจจะไม่เคยนึกถึงเลยก็คือ เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากหัวหน้าของท่านเองนี่แหละครับ หลายท่านอาจจะสงสัยว่า เรียนรู้จากหัวหน้าเราเนี่ยะนะคำตอบก็คือ ใช่แล้วครับ จากหัวหน้าของเรานี่แหละเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นยอดเลยครับ

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านบางท่านมีหัวหน้างานที่ดีมาก คอยที่จะให้คำปรึกษาแนะนำ คอยเอาใจใส่ดูแล และสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้เราอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังเป็นคนที่คอยพัฒนาเราให้สามารถทำงานที่ยากๆขึ้นได้ ถ้าท่านมีหัวหน้าแบบนี้ ก็ขอให้เรียนรู้สิ่งดีๆ จากเขาได้เลยครับ เพราะถ้าท่านรู้สึกว่าหัวหน้าท่านเป็นหัวหน้าที่ดี และเรายินดีที่จะทำงานกับเขา นี่คือแหล่งเรียนรู้ชั้นดีในการเป็นหัวหน้าที่ดีเลยครับ

สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ สังเกต และซึมซับเอาสิ่งที่ดีๆ เหล่านั้นเข้าสู่ตัวเราให้มากที่สุด เพื่อวันนึงที่เรามีลูกน้อง เราจะได้นำเอาสิ่งเหล่านั้นมาใช้กับลูกน้องของเราบ้าง

ในทางตรงกันข้าม ท่านที่มีหัวหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก ไม่ค่อยใส่ใจ ไม่ค่อยรับฟังความเห็นจากลูกน้อง ไม่สนใจที่จะสร้างแรงจูงใจที่ดี ไม่รู้สึกถึงสารทุกข์สุขดิบของพนักงานเลย เราก็ได้เรียนรู้เช่นกันครับ ก็คือ เรียนรู้ว่านี่คือสิ่งที่เราไม่ควรจะทำเมื่อเราได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าแล้ว เพราะถ้าเราไม่ชอบ ลูกน้องเราเองก็ไม่ชอบเหมือนกันครับ

แต่สิ่งที่แปลกก็คือ เรามักจะซึมซับเอาสิ่งที่ไม่ค่อยดีจากหัวหน้าเรา และเอามาใช้กับลูกน้องของเรา ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ลูกน้องไม่ชอบ (เพราะเราก็ไม่ชอบเช่นกัน) เช่น ดุด่าว่ากล่าวลูกน้อง ขึ้นเสียง ใช้วาจาแสดงถึงอำนาจ ข่มขู่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำได้ง่ายมาก จนบางครั้งเราลืมตัวทำพฤติกรรมเหล่านี้ออกไป พอคิดได้ จะกลับไปขอโทษลูกน้องเราเอง ก็สายไปเสียแล้ว เพราะลูกน้องขนของกลับบ้านลาออกไปโดยไม่บอกใคร

เราก็ไม่ได้อะไรเลย ความสะใจเพียงชั่วครู่ทำให้เราต้องเสียลูกน้องมือดีไปหนึ่งคน ลองพิจารณาดูสิครับว่า ว่าเราจะหาคนใหม่ กว่าเราจะฝึกอบรมพนักงาน สอนงาน พัฒนาให้เขาสามารถทำงานได้จนทุกวันนี้ มันต้องใช้เวลามากมาย แต่ด้วยเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่เราหลุดปากออกไปนั้น กลับทำให้คนๆ หนึ่งรู้สึกแย่เอามากๆ แลกกับความรู้สึกสะใจเพียงชั่วครู่ ผมว่ามันไม่คุ้มค่าเลยครับ

การเอาอย่างหัวหน้างานที่ดี จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แม้ว่าสิ่งดีๆ เหล่านั้นจะดูเหมือนทำยาก แต่เราก็สามารถทำได้ครับ เพราะหัวหน้าของเรายังทำได้เลย ทำไมเราจะทำไม่ได้ จริงมั้ยครับ

ดังนั้นการที่จะเรียนรู้เรื่องของภาวะผู้นำที่ดี หรือทักษะการเป็นหัวหน้างานที่ดี ในเบื้องต้นไม่ต้องไปเสียเงินเข้าหลักสูตรแพงๆ หรอกครับ เอาหัวหน้าของเรานี่แหละเป็นบทเรียนในการเรียนรู้ของเราในแต่ละวันเลยครับ อะไรที่ดี ก็เก็บไว้ อะไรที่ไม่ดี ก็อย่าเอาอย่าง แค่นี้เราก็จะได้พื้นฐานในการเป็นหัวหน้างานที่ดีแล้ว จากนั้นค่อยไปต่อยอดในสิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้นภายหลังก็ได้ครับ

ค่าจ้างกับอายุงาน

posted on 26 Jan 2012 06:23 by singhip

ไม่ทราบว่าแนวทางในการจ่ายค่าจ้างของบริษัทท่านนั้นเป็นไปตามระบบอาวุโสเป็นหลัก หรือเป็นไปตามผลงาน และค่างานของตำแหน่งงานเป็นหลัก มีหลายองค์กรที่ประกาศอย่างชัดเจนว่า เราจ่ายค่าจ้างตามผลงานและความสามารถของพนักงาน แต่พอถึงเวลาขึ้นเงินเดือน และให้โบนัสตามผลงาน คนที่ได้ไปเยอะๆ มักจะเป็นคนที่ทำงานมานานๆ

สาเหตุที่ทำให้นโยบายกับปฏิบัติออกมาคนละทางก็เพราะ ระบบการประเมินผลงานขององค์กรมีปัญหา ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าพนักงานคนไหนผลงานดีกว่าใคร จริงๆ ระบบประเมินผลงานไม่ได้มีปัญหาหรอกครับ คนประเมินนี่แหละครับที่เป็นปัญหา พอหัวหน้างานไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าพนักงานคนไหนที่ผลงานดีกว่าคนไหน สุดท้ายก็เลยให้พนักงานทุกคนผลงานดีเท่ากันทั้งหมด

พอทุกคนผลงานเท่ากันหมด ก็ไม่รู้ว่าจะให้ใครมากกว่าใคร นายจ้างก็ยังเชื่อว่าผลงานของพนักงานไม่น่าจะเท่ากันทั้งหมดจริงๆ ในเมื่อผู้จัดการไม่สามารถที่จะประเมินความต่างในเรื่องผลงานได้ ก็เลยเอาเรื่องของอายุงานมาเป็นตัวตัดสิน เพราะมันชัดเจนมาก ใครอยู่มานานก็แปลว่าซื่อสัตย์ต่อองค์กร ดังนั้นก็ควรจะได้รับการขึ้นเงินเดือน และโบนัสที่สูงกว่าคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัท

นี่คือเหตุผลที่ผมได้ยินมากับหูตัวเองจากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรแห่งหนึ่ง ผู้บริหารเองอยากจะให้ตามผลงาน แต่หัวหน้างานและผู้จัดการไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าใครผลงานดีกว่าใคร ก็เลยเอาเรื่องของอายุงานมาเป็นตัวตัดสิน

ผลก็คือ พนักงานที่สร้างผลงานที่ดีให้กับบริษัท เป็นคนหนุ่มสาว ไฟแรง ต่างก็ทยอยออกจากบริษัทไปเพราะบริษัทไปให้ความสำคัญกับคนที่มีอายุงานมากๆ

ในปัจจุบันแนวทางในการจ่ายค่าจ้างเงินเดือนมักจะมุ่งไปที่เรื่องของผลงาน และความสามารถของพนักงาน เรื่องของอายุงานเริ่มลดความสำคัญลงไปมาก

แต่พอเราเริ่มเอาระบบประเมินผลงานมาใช้ เพื่อที่จะได้ให้รางวัลได้ตรงตามผลงานจริงๆ ปัญหาถัดมาก็เกิดขึ้นทันที ก็คือเหล่าบรรดาหัวหน้าและผู้จัดการไม่สามารถที่จะประเมินผลงานพนักงานของตนเองได้ หรือไม่ก็มีแต่เข้าข้างลูกน้องตนเองให้ผลงานดีกันทุกคน

แนวทางในการแก้ไขที่ดีก็คือ ให้ความรู้แก่ผู้จัดการในการมองและประเมินผลงานของคนให้ได้ แม้ว่าจะเป็นลักษณะผลงานที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ ก็ต้องมองให้ออกว่าใครดีกว่าใคร

โดยปกติผมคิดว่าผู้จัดการทุกคนมองออกนะครับ ว่าลูกน้องของเราคนไหนผลงานดีกว่าใคร แต่เขาไม่อยากจะตัดสินเพราะมันมีคนได้คนเสีย และทำให้เขาต้องไปอธิบายพนักงาน หัวหน้างานก็ไม่อยากทำให้พนักงานรู้สึกไม่ดี ก็เลยไม่อยากจะตัดสินใจเรื่องผลงาน สุดท้ายก็เลยให้ทุกคนเท่าๆ กัน

มีบางองค์กรผู้บริหารระดับสูงแจ้งกับผู้จัดการเลยว่า ถ้าผู้จัดการคนไหนไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าลูกน้องคนไหนผลงานใครดีกว่าใคร ตัวผู้จัดการเองนั่นแหละที่จะถูกประเมินว่าผลงานไม่ดีซะเอง ก็เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้จัดต้องใช้ดุลยพินิจให้ออกให้ได้

เมื่อเราสามารถที่จะแยกแยะผลงานของพนักงานได้อย่างชัดเจนและมีเหตุมีผลประกอบ เรื่องของอายุงานก็จะค่อยๆ หมดไป และระบบในการให้รางวัลขององค์กรก็จะค่อยๆ เปลี่ยนทิศทางไปในเรื่องของผลงานได้อย่างแท้จริง

พูดถึงเรื่องของภาวะผู้นำแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะมองว่าผู้นำทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นผู้นำขององค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน ผู้นำของหน่วยงานต่างๆ หรือผู้นำของประเทศก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดี ซึ่งเรื่องคุณสมบัติของผู้นำนั้น ก็มีนักวิชาการหลายคนที่ได้กำหนดคุณลักษณะของผู้นำไว้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมองการณ์ไกล (Visioning) การมี Integrity หรือแปลเป็นไทยว่าซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น มีความน่าเชื่อถือ (Credibility) รวมทั้งมีทัศนคติที่ดี (Positive Attitude) ฯลฯ คุณสมบัติเหล่านี้หาได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้นำ

แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเขียนในวันนี้ก็คือ โดยปกติผู้นำในองค์กรของท่านนั้น เป็นผู้นำที่แท้จริง คือ มีคนอยากเป็นผู้ตามสำหรับผู้นำคนนี้มากน้อยสักเพียงใด หรือเป็นเพียงผู้นำโดยชื่อตำแหน่งเท่านั้น

  • ผู้นำโดยชื่อตำแหน่ง ผู้นำในลักษณะนี้ จะไม่มีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำอยู่ในตัวเลย แต่ที่มีคนยอมทำตามเขาก็เพราะเขามีตำแหน่งสูงค้ำหัวเราอยู่ เราก็เลยต้องทำตาม มิฉะนั้นเราก็อาจจะเดือดร้อนได้ ผู้นำที่พนักงานยอมทำตามเพราะเพียงแค่เขามีตำแหน่ง จะเป็นผู้นำที่ไม่สามารถซื้อใจพนักงานได้ และเป็นผู้นำที่ยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำให้ผู้ตามรู้สึกทึ่งในความ คิด และแนวทางในการทำงาน ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้ก็คือ แสดงอำนาจ และพยายามทำตัวให้คนอื่นเห็นว่าเขามีความสามารถ ซึ่งบางครั้งก็มีหลุดๆ ไปเหมือนกัน และการหลุดๆ นี้ ตัวพนักงานเองก็เห็นพฤติกรรมหลุดๆ เหล่านี้อย่างชัดเจน เพียงแต่ไม่อยากจะพูดเท่านั้น อย่างมากก็เอาไปนินทากันอย่างสนุกปากในกลุ่มพนักงานเอง หรือในวงเหล้า
  • ผู้นำที่แท้จริง ผู้ นำที่แท้จริงนี้ ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งอะไรเลย แต่กลับมีผู้ที่อยากจะติดตาม และทำตามสิ่งที่ผู้นำคนนี้คิด ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกคนจะต้องรู้สึกแบบนี้กับหัวหน้าเก่าๆ ของเราบางคน ที่หลังจากที่เราไม่ได้เป็นหัวหน้าลูกน้องกันแล้ว แต่เราก็ยังมีความเชื่อมั่นในตัวเขา และยังเชื่อฟังคำแนะนำของเขาอยู่เสมอ นี่แหละคือผู้นำที่แท้จริงๆ

แล้วคุณสัมบัติของผู้นำที่แท้จริงนั้นน่าจะมีอะไรบ้าง อ้างอิงจากข้อเขียนในเรื่องของภาวะผู้นำของ John C. Maxwell ซึ่งเป็นกูรูคนหนึ่งทางด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้นำที่แท้จริงนั้น จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ตามของตนเองทุกคน พูดง่ายๆ ว่าซื้อใจได้ทุกคน ซึ่งในการซื้อใจนี้ก็เกิดจากการที่ผู้นำมีความจริงใจให้กับทุกคน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีเบื้องลึกเบื้องหลังการกระทำของตนเอง หรือทะเลาะกับฝ่ายหนึ่ง เพื่อเอาใจอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นต้น

นอกจากการซื้อใจด้วยความจริงใจแล้ว ก็ต้องซื้อใจพนักงานด้วยผลงานชั้นเยี่ยมที่เป็นที่กล่าวขวัญถึง พูดง่ายๆ ว่าผู้นำที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเพราะดวง หรือโชค การที่จะเป็นผู้นำแล้วมีผู้ตามอย่างแท้จริงนั้น ผู้นำเองจะต้องเคยสร้างผลงาน สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่ตนเองเชี่ยวชาญมาก่อน และเป็นผลงานที่พิสูจน์ได้ว่า ผู้นำคนนี้มีความน่าเชื่อถือ

นอกจากซื้อใจผู้ตามได้แล้ว สิ่งที่ผู้นำที่แท้จริงจะต้องทำก็คือ การทำให้ผู้ตามเก่งขึ้นอยู่เสมอ ก็คือ สร้างผู้ตามให้เป็นผู้นำต่อไปให้ได้ โดยปกติผู้นำคนไหนที่เป็นคนที่ให้ ให้ทั้งความรู้ ให้ทั้งประสบการณ์ และให้อนาคตแก่ผู้ตาม ผมคิดว่าไม่มีพนักงานคนไหนที่จะไม่อยากตามผู้นำคนนี้แน่นอนครับ

โดยสรุปแล้วคนที่จะเป็นผู้นำที่แท้จริงนั้น จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย ต้องมีผลงานที่เป็นที่ยอมรับ และต้องมีความจริงใจในการพัฒนาผู้ตามทุกคนให้เป็นผู้นำคนใหม่ให้ได้ เมื่อทำได้ทั้งหมดนี้ เราก็จะเป็นผู้นำที่มีบารมี และได้รับการยอมรับจากพนักงานทุกคน

ผมก็ลองเอา Model นี้มาเปรียบเทียบกับผู้นำขององค์กรผมเอง ผู้นำในองค์กรอื่นๆ ที่ผมได้พบเจอ ก็น่าจะพอมองออกว่าใครที่เป็นผู้นำที่แท้จริง หรือเป็นผู้นำเพราะเพียงแค่ชื่อตำแหน่งเท่านั้น